บริจาคเลือด ขั้นตอน ข้อกำหนด ประโยชน์ต่างๆ
หากยังจำได้ผมเองพึ่งจะบริจาคไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเอง ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองเรายังไม่สงบ มีผู้บาดเจ็บเยอะ ต้องการเลือดอีกเยอะพอสมควร ใครที่ได้หยุดอยู่บ้านก็พักผ่อนให้มากเตรียมร่างกายให้พร้อมแล้วออกไปบริจาคเลือดกันนะครับ
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริจาคเลือด
- อายุ
- 17-60 ปี
- ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครองล่วงหน้า
- น้ำหนักตัว
- ไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัม
- สุขภาพ
- สุขภาพแข็งแรง
- นอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
- ควรรับประทานอาหารก่อนการบริจาคเลือด
- ไม่อยู่ในระหว่างกินยาปฏิชีวนะ หรือ ยากันเลือดแข็งตัว
- ไม่ได้รับการถอนฟัน ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนการบริจาคเลือด รวมทั้ง ไม่มีบาดแผลสด หรือแผลติดเชื้อ ตามร่างกาย
- ประวัติความเจ็บป่วยด้วยโรคที่อาจถ่ายทอดไปยังผู้ป่วย
- ไม่มีประวัติเคยเป็นโรคติดเชื้อ โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือชนิดซี
- ไม่มีประวัติเคยตรวจพบเชื้อโรคตับอักเสบชนิดบี หรือชนิดซีในเลือด
- ไม่มีประวัติเคยติดเชื้อโรคเอดส์ หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์ ได้แก่ มีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ขายบริการ ทั้งหญิงและชาย, มีพฤติกรรมรักร่วมเพศหรือ เคยใช้ยาเสพติดชนิดฉีด หรือเคยถูกต้องโทษคุมขัง
- ไม่มีประวัติเป็นโรคมาลาเรียในระยะ 3 ปี
- ไม่มีประวัติเป็นผู้เสพยาเสพติดชนิดฉีด
- ไม่เคยได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดภายใน 1 ปี
- ไม่เคยได้รับการสัก เจาะหู ฝังเข็มภายใน 1 ปี
- ไม่มีประวัติความเจ็บป่วยที่การบริจาคเลือดอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเอง ได้แก่
- โรคเลือดจาง โรคลมชัก โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคเลือดออกง่าย
- โรคหัวใจ วัณโรค โรคตับ โรคไต มะเร็ง
- ความถี่ของการบริจาคเลือด
- ผู้ชาย บริจาคเลือดได้ทุก 3 เดือน
- ผู้หญิง บริจาคเลือดได้ทุก 6 เดือน แต่ต้องไม่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์, ให้นมบุตร หรือกำลังมีประจำเดือน
ต้องขอบคุณข้อมูลจาก ภสควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผมเอามาเรียบเรียงเอาประเด็นที่สำคัญครับ
มาดูสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริจาคเลือดกันบ้างครับ สำหรับ การบริจาคโลหิต จริงๆมันไม่ใช่สาระสำคัญสำหรับคนที่มีใจจะให้กรอกครับ แต่ก็รู้เผื่อไว้ก็ดี
- ผู้บริจาคเลือด 24 ครั้งขึ้นไป ในโรงพยาบาลสังกัดสภากาชาดไทย ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ให้ความช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยสามัญ ถ้าอยู่ห้องพิเศษ ผ่าตัดคลอดบุตรให้เสียกึ่งหนึ่งของอัตราที่กำหนด
- ผู้บริจาคเลือด 18 ครั้งขึ้นไป อาศัยอำนาจจากกระทรวงสาธารณสุข ตามความในประเภท ข. ที่มีหนังสือรับรองจากสภากาชาดไทยว่าได้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 18 ครั้งขึ้นไป ได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล และถ้าอยู่ห้องพิเศษ ได้รับความช่วยเหลือค่าห้องและค่าอาหารเพียงร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนดไว้
- ผู้บริจาคเลือด 9 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้ เช่น ตรวจหาน้ำตาล , ไขมัน , การทำงานของตับ , การทำงานของไต ฯลฯ (7ชนิด) โดยผู้บริจาคโลหิตสามารถใช้สิทธิ์ได้ ปีละ 1 ครั้ง
- ผู้บริจาคเลือด 7 ครั้งขึ้นไป อาศัยอำนาจจากกระทรวงสาธารณสุข ตามความในประเภท ค. ที่มีหนังสือรับรองจากสภากาชาดไทยว่าได้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 7 ครั้งขึ้นไป ได้รับการช่วยเหลือเฉพาะค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษไม่เกินสิทธิอันพึงเบิกได้จากหน่วยงานต้นสังกัดก่อน ส่วนที่เกินสิทธิให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 สำหรับผู้ไม่มีสิทธิ ได้รับความช่วยเหลือเพียงร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนดไว้
ซึ่งสิทธิประโยชน์นี้ update ล่าสุดคือ 12 พฤษภาคม 2553 นะครับ หากอยาก update กว่านั้น ต้องโทร 0 2263 9600 ต่อ 1813 แต่จริงๆก็อ่านไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรหรอกครับ 555 ใครจะอธิบายเพิ่มจะดีมากครับ (คนที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์น่าจะเข้าใจดีกว่าผมนะ) รู้แค่คร่าวๆว่าอาจจะได้รับสิทธิเพื่อลดค่าห้องค่าอาหารนะ
และแจ้งเบื่องต้นคือ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย งดการออกรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 23 พ.ค.53 ดังนั้นคาดว่าศูนย์ที่จตุจักรที่ผมเคยไปน่าจะงดด้วยครับ ส่วนตอนนี้บริจาคที่ไหนดี ติดตามผ่านหน้าจอโทรทัศน์น่าจะดีที่สุดครับ ทั้งนี้แนะนำว่าควรไปก่อนเวลาปิดของหน่วยนั้นๆ 1 - 2 ชั่วโมงนะครับ เพราะทราบมาว่าหลายหน่วย อุปกรณ์ไม่เพียงพอ และเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ อาจจะกลับก่อนเวลาที่แจ้งครับ หรือ โทรสอบถามที่ 0 2256 4300 , 0 2252 1637, 0 2263 9600-99
tag : ขั้นตอนบริจาคเลือด, บริจาคเลือดได้อย่างไร, เตรียมตัวบริจาคเลือด, บริจาคเลือดที่ไหน, บริจาคโลหิต,บริจาคเลือด,ข้อกำหนดบริจาคเลือด
